January 24
ประตูห้อง409ไม่เคยเปิด
หญิงสาวจมตัวเองอยู่กับหนังสือกองใหญ่
นานเท่าไหร่แล้วที่เธอไม่ได้ออกมาเปิดหูเปิดตากับโลกกว้าง
สัปดาห์เดิมๆ วันคืนเดิมๆ ชีวิตเดิมๆวนเวียนอยู่ไม่เคยจบสิ้นเสมือนวงกลมที่ไม่เคยมีจุดสิ้นสุด
แต่ละวันหมดไปกับการนั่งเรียน ทำแลป ทำเคส และทุกคืนก็จบลงที่การอ่านหนังสือ
แล้วชีวิตคืออะไร ?
ลองหันมามองตัวเองซักนิด...
สมัยเด็กๆเราทุกคนต่างมีความฝันมากมาย อยากเป็นอย่างงั้นอยากเป็นอย่างงี้ อยากทำนั่นอยากทำนี่
แล้วเราได้ทำตามความฝันนั้นรึเปล่า ?
ความฝันเหล่านั้นหายไปไหน เราทำมันหล่นหายไปที่จุดใดของทางเดินชีวิต
การใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นจริงเหมือนทุกวันนี้บั่นทอนความฝันของเธอลงไปทีละนิดๆ สุดท้ายก็หลงเหลือเพียงแต่ "ความว่างเปล่า"
"ความฝันสูญหาย อุดมการณ์สูญสิ้น" แต่ละคืนวันผ่านไปอย่างไร้ความหมาย กลายเป็นคนไม่มีจุดหมาย ใช้ชีวิตผ่านไปแค่วันๆ
..........
เธอกำลังคิดหนัก
สุดท้ายหญิงสาวก็ตระหนักดีแล้วว่า...
ไม่มีทางใดเลยที่จะกลับไปแก้ไขอะไรได้กับหนทางที่เธอเป็นคนเลือกเอง
ทำได้แต่เพียงใช้ผลลัพธ์การตัดสินใจที่ผิดพลาดเป็นการเรียนรู้ เป็นประสบการณ์ เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตข้างหน้า
"อนาคตย่อมดีกว่าอดีต "
เป็นไปตามวิสัยปกติของมนุษย์ที่จะไม่ยอมตกต่ำไปกว่าที่เป็นอยู่แต่จะทะเยอทะยานให้ดียิ่งขึ้นไป
วางความฝันไว้เป็นรางวัลของชีวิต
มุ่งมั่น อดทนกับปัจจุบัน และทำให้มันดีที่สุด
....
...
..
.
.
ยิ้มให้กับตัวเองและก้าวต่อไปอย่างสง่างาม
ทิ้งความอ่อนแอไว้เป็นเพียงฉากหลัง
"วันพรุ่งนี้มันต้องดีกว่าเดิม"
"ดอกไม้ทะเล"
.......................................................................................................................................................................
November 11
แพ้ชนะ ทุกข์หรือสุข มันเป็นเช่นไร
คนหนึ่งคนกว่าจะเข้าใจ
ต้องรู้ต้องโดนด้วยตัวเอง
ไม่มีใครสอนให้มองเห็น
ต้องล้มเอง รับเอง แพ้เอง รู้เองถึงจะค่อยๆเข้าใจ
ถ้าหากไม่ปล่อยให้เรียนรู้ ในวันนี้แล้วจะมีวันที่เข้าใจไหม
ปล่อยมันให้ล้มบ้างก็ได้ ปล่อยมันให้แพ้บ้างก็ได้
ก็แค่หกล้มแล้วลุกขึ้นยืนใหม่ แพ้ก็แค่ต้องเข้าใจ
ล้มบ้างก็ได้ และเธอจะแพ้บ้างก็ได้
ชนะนั้นคงไม่ยิ่งใหญ่ ถ้าคำว่าแพ้..นั้นยังไม่เข้าใจ
ผิดหวัง หรือสำเร็จ อยู่ที่ข้างใน คนหนึ่งคนกว่าจะเข้าใจ
ต้องรู้ต้องโดนด้วยตัวเอง ไม่มีทางลัดให้เดินเล่น
ต้องล้มเอง รับเอง ลุกเอง รู้เอง ถึงจะค่อยๆเข้าใจ
รู้สึกลองฟังดูสิ จะผิดหวังหรือจะแพ้ก็ตามแต่
ขอเพียงแค่ลองฟังดูสิ อย่าเพิ่งหนีสิ อย่าเพิ่งท้อสิ
อย่าเพิ่งลองฟังทำใจอะไรง่ายๆอย่างนั้นสิ
คนทุกคนเคยผิดหวัง คนทุกคนมีปัญหา
แต่ไม่ใช่แค่หลบหน้า รู้สึกขึ้นมาไปอย่างนั้นเอง
มันก็แย่สิ หากสมองไม่มีแรงก็ใช้หัวใจไปแทนได้นิ
ล้มบ้างก็ได้ และเธอจะแพ้บ้างก็ได้
ชนะนั้นคงไม่ยิ่งใหญ่ ถ้าคำว่าแพ้..
ล้มบ้างก็ได้ และเธอจะแพ้บ้างก็ได้
ก็แค่หกล้มแล้วลุกขึ้นยืนใหม่ แพ้ก็แค่ต้องเข้าใจ
ล้มบ้างก็ได้ และเธอจะแพ้บ้างก็ได้
ชนะนั้นคงไม่ยิ่งใหญ่ ถ้าคำว่าแพ้..
ปล่อยมันให้ล้มบ้างก็ได้ ปล่อยมันให้แพ้บ้างก็ได้
ก็แค่หกล้มแล้วลุกขึ้นยืนใหม่ แพ้ก็แค่ต้องเข้าใจ
ล้มบ้างก็ได้ และเธอจะแพ้บ้างก็ได้
ชนะนั้นคงไม่ยิ่งใหญ่ ถ้าคำว่าแพ้..นั้นยังไม่เข้าใจ
ขอบคุณบทเพลง "ล้มบ้างก็ได้"
ของ บอย โกสิยพงษ์ Featuring นภ พรชำนิ, ชลาทิศ ตันติวุฒิ
อัลบั้ม Million Ways To Love - Part I
ที่ฟังเมื่อไหร่ก็ทำให้ยิ้มออกมาและสู้ต่อไปได้
ปี 3 ปีแห่งการกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง เรียนหนักมากกกกกกกกก
ไม่ไหวแล้ว ชีทท่วมหัวเลย เนื้อหาก็ยาก จะอ่านยังไงหล่ะเนี่ย--"
อยากผ่านเวลาช่วงเวลานี้ไปเร็วๆจัง ตัดเสื้อกราวด์สั้นแล้วน่ะ จะติดป้ายชื่อ นสภ.แล้วน่ะ กำลังจะได้ขึ้นคลีนิคแล้วน่ะ อีกไม่กี่เดือนก็จะขึ้นปี 4 แล้วน่ะ อดทนหน่อยน่ะ พยายามเข้าน่ะ....เจ้าวิว สู้ๆๆๆๆ(แอบท้อแท้นิดหน่อยน่ะเนี่ย...เฮ้อ !)
October 06
วันเวลาที่ผ่านมา ชั่วระยะเวลาหนึ่งของชีวิต
ผู้คนมากมายผ่านเข้ามา บางคนผ่านมาเพียงเพื่อจะผ่านไป
แต่กลับบางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น จากคนแปลกหน้ากลายเป็นคนรู้จัก
คนคุ้นเคย ล่วงเลย ไปถึงกลายเป็นคนรักกัน
เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน
สถานภาพทางความรู้สึกของเราก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
บางคนยังคงความเป็นคนแปลกหน้า
ยังรักษาระยะห่างของการเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย หรือคนรักกันไว้อย่างคงที่.....
บางคนเปลี่ยนแปลงจากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนคุ้นเคย
จากคนคุ้นเคย กลายมาเป็น คนรักกัน
และเมื่อนั้นเรื่องราวดีๆ สวยงามทางความรู้สึกจึงเกิดขึ้น เกิดขึ้น.....
แต่ในทางกลับกัน....
ระยะห่างของบางคน อาจห่างไกลออกไปจนสุดลูกหูสุดตา
จากคนเคยรัก คนเคยคุ้น กลายเป็นแค่คนเคยรู้จัก
กลายเป็นคนแปลกหน้าทางความรู้สึกไป
แน่นอนว่า ระยะห่างของคนรู้จักกับคนรักย่อมไม่เท่ากันเป็นแน่
แต่นั่นแหล่ะ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ ....
บางคนปล่อยความรู้สึกของอีกคนไว้ บนความห่าง ห่างจนลับตา
ไม่เคยหันกลับมามองหรือรับรู้ความเป็นไปของอีกคน ไม่เคยรับรู้ว่า .....
ระยะห่างที่เขาทิ้งไว้อีกคนมันสร้างความเจ็บปวดได้ประมาณไหน
แต่ก็มีบางคนที่เหนื่อยล้ากับระยะห่างที่พยายามรักษาไว้ เพียงแค่นั้น
ไม่ต้องห่างไป แต่เข้าใกล้กว่านี้ไม่ได้ .....
ต้องการเพียงเส้นขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบ .....
อ่านที่คุณบอสลงในแกะเทปแล้วมัน " งืด" เลยเอามาเก็บไว้ในบล็อกซักหน่อย
ย้อนกลับมามองชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองมันก็เหมือนจริงๆ
เศร้าง่าาาา...... แง๊ แง๊ๆๆ
ทำข้อสอบไม่ได้เซ็งว่ะ แมร่ง!...ยากชิบหาย
เนิร์ดมาเป็น 3 อาทิตย์ร่ะกับสอบปลายภาคนี่
เศร้ากับฟามาโคสุดๆเลยง่าาา ตูจะจ่ายยาได้มั้ยว่ะเนี้ย...... เฮ้อ!
คิดถึงเพื่อนสมัยมัธยมสุดๆเลยง่า
อยากกลับไปเป็นเด็กมัธยมโว้ยยยยยย
" ขอระบายหน่อยเหอะ"
April 26
ห้องทรงกลมประดับประดาด้วยศิลปะยุคคลาสสิค โต๊ะทรงกลมตั้งตระหง่านตรงกลางห้อง โคมไฟระย้าส่องแสงสีเหลืองนวลคล้ายแสงจันทร์จับทอกับพื้นพรมสีแดงเป็นประกายระยิบระยับ หญิงสาวในชุดราตรีสีแดง มวยผมของเธอถูกรวบขึ้นด้วยรัดเกล้าสีทองเผยให้เห็นลำคอสูงระหงสวยงามของเธอ ดวงตากลมโต ริมฝีปากอวบอิ่ม รูปร่างเพรียวบาง ผิวขาว บ่งบอกถึงความเป็นผู้ดีในตัวเธอได้อย่างชัดเจน เปียโนหลังใหญ่ถูกบรรเลงด้วยนิ้วมืออันพริ้วไหวในบทเพลง Moonlight sonata ของเบโทเฟน คีตกวียุคโรแมนติกผู้โดดเดี่ยว ท่ามกลางเสียงปรบมือของชายหนุ่มทั้งสามคน ...
"เพราะมากครับ...น้องดา" ชานนท์ ชายหนุ่มคมเข้มในชุดสูทสีดำชื่นชมเธอ พร้อมช่อดอกกุหลาบสีขาว
"รู้ใจจริงๆน่ะค่ะพี่นนท์...ชอบมากค่ะดอกกุหลาบสีขาว"
"...แด่ความรักอันบริสุทธิ์ครับ" ชายหนุ่มยิ้ม
"ดาครับ แล้วสร้อยเส้นนี้หล่ะครับ" คามินในชุดสูทสีครีม ขออนุญาตสวมสร้อยคอให้เธอ
"ทำไมต้องเป็นปลาโลมาด้วยค่ะ"
"...แด่รักนิรันดร์ไงครับ" ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีชัย
ดาหลายืนขึ้นและเชิญชายหนุ่มทั้งสามนั่งลงที่โต๊ะตรงกลางห้อง
"ดา เธอจะให้เรามาทำไม" นที หนุ่มมาดเซอร์ ผมยาวถูกมัดรวบไว้ข้างหลัง เสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์สีซีดเหมาะกับงานสถาปนิกที่เค้าทำอยู่
"ใจเย็นสิค่ะที ไปนั่งที่โต๊ะก่อนน่ะ" หญิงสาวยิ้มให้ชายหนุ่ม รอยยิ้มของดาหลายากที่นทีจะหยั่งได้ เหมือนดั่งรอยยิ้มโมนาลิซาของจิตรกรลีโอนาร์โดอันเป็นที่ถกเถียงของคนทั่วไปว่ารอยยิ้มของหล่อนนั้นหมายถึงอะไร..
ดาหลารินไวน์เลิศรสให้คนทั้งสาม และเธอก็นั่งลง รอยยิ้มอันยากจะหยั่งถึงปรากฎบนเครื่องหน้าของเธออีกครั้ง เธอดื่มไวน์ในแก้วของเธอเข้าไป
ประหนึ่งมันเป็นแค่น้ำเปล่า
"พี่นนท์ค่ะ พี่เคยคบกับดาก่อนที่พี่จะไปเรียนต่อที่อังกฤษ ตอนนี้พี่กลับมา พี่ยังรักดาอยู่รึเปล่าค่ะ ?"
"พี่รักดาเสมอน่ะ..." ชานนท์ตอบเธอ
"ตอนนี้ธุรกิจบ้านดากำลังจะล้มละลาย โรงงานของคุณปู่ก็ขาดทุนย่อยยับ บ้านดากำลังจะถูกยึด ดาขอยืมเงินพี่นนท์ได้มั้ยค่ะ"
"เออ คืออย่างงี้น่ะน้องดาเรื่องนี้พี่คงตัดสินใจเองไม่ได้หรอกต้องถามคุณพ่อ คุณแม่ก่อน อีกอย่างเศรษฐกิจประเทศเราตอนนี้ก็อยู่ในช่วงขาลง
ธุรกิจบ้านพี่ก็ใช่ว่าจะดี กำไรที่เคยได้ก็ลดน้อยลงมาก"
"ตกลงก็คือพี่ไม่ช่วยดา " หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มด้วยสายตาอันเย้ยหยัน
"ว่าไงค่ะ คามิน คุณขอฉันแต่งงาน ตอนนี้ฉันพร้อมจะเป็นเจ้าสาวของคุณแล้วค่ะ"
"ดา คือว่าตอนนี้ผม ผม ...ผมกำลังจะเรียนต่อปริญญาเอก ครอบครัวผมจะย้ายไปทำธุรกิจที่เวียนนา ผมคงแต่งงานกับคุณไม่ได้"
"เหอะ...ก็นั่นน่ะสิค่ะ คงไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงที่ชีวิตล้มเหลว กำลังจะล้มละลายอย่างดาหรอก พวกคุณกลับไปเถอะค่ะ" ดาหลาดื่มไวน์อีกแก้วเข้าไปอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
"น้องดา / ดา เดี๋ยวสิครับ "
ฮ่าๆๆๆ ดาหลาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ฉันบอกให้พวกแกออกไปไงหล่ะ จะออกไปดีๆหรือว่าจะตายไปพร้อมกันที่นี่หล่ะ หญิงสาวดึงกระบอกปืน
ขึ้นมา และหันปากกระบอกปืนไปที่ชายหนุ่มแต่ละคน
ชานนท์กับคามินรีบวิ่งหนีออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว คงเหลือแต่นทีที่ยืนนิ่งอยู่กับที่...
โปรดิดตามตอนต่อไป...... Veritas..
April 03
เมื่อฉันนั้นยังตัวเล็กๆจึงได้มีคำถามให้กับแม่ของฉัน
เมื่อวันเวลาที่ฉันนั้นโตเป็นผู้ใหญ่ ..
ฉันนั้นต้องสวยสด ร่ำรวยซักเท่าไร
จึงจะได้พบความสุขใจ
แม่บอกฉันเป็นอย่างไรก็อย่างนั้น
ไม่สำคัญว่าร่ำรวยสวยแค่ไหน
เพียงพอในสิ่งที่มีอยู่ด้วยหัวใจ
ความสุขก็จะรีบวิ่งเข้ามาใกล้
เมื่อลูกฉันนั้นยังตัวเล็กๆกำลังมีคำถาม
หากเมื่อวันเวลาที่เค้านั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่
เค้านั้นต้องรูปหล่อ ร่ำรวยซักเท่าไร
เค้าจะพบความสุขวันไหน
ฉันนั้นค่อยๆตอบ...
ความสุขนั้นกว้างไกล
นั้นต้องเริ่มต้นจากหัวใจ
ปล. อยู่ในช่วงหมกมุ่นกับ "สามก๊ก"...
" รักเล่าปี่ ซี้ขงเบ้ง ชอบกวนอู กิ๊กจูล่ง หลงใหลจิวยี่ แฟนเก่าซุนกวน เมียโจโฉ เมียน้อยซุนเซ็ก ...ฮ่าๆ "